Exness Lot Size Calculator - ความเสี่ยงเท่ากัน แต่จำนวนล็อตต่างกัน — ประเทศไทย
การกำหนดขนาดสถานะใช้ยอดคงเหลือ ความเสี่ยงต่อการเทรด และจุดตัดขาดทุนเป็นพิป แล้วให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นจำนวนล็อต ตัวเลขนั้นจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อนำประเภทบัญชีมาประกอบด้วย: หนึ่งล็อตบน Standard Cent มีขนาดเป็นเซ็นต์ ดังนั้นตัวเลขเดียวกันจึงให้การเปิดรับความเสี่ยงเพียงเศษเสี้ยวของที่จะได้บน Standard, Pro, Raw Spread หรือ Zero และบนบัญชีสองประเภทที่คิดค่าคอมมิชชั่น ต้นทุนการเทรดส่วนหนึ่งจะอยู่นอกสเปรด และต้องเผื่อพื้นที่ไว้ให้ภายในงบความเสี่ยงเดียวกัน
เครื่องคำนวณขนาดล็อตของ Exness แปลงความเสี่ยงให้เป็นขนาดสถานะ: ใส่ยอดคงเหลือในบัญชี ความเสี่ยงต่อการเทรด และ stop-loss เป็นพิป แล้วระบบจะคืนค่าปริมาณออกมาเป็นล็อต โหมด Pro กำหนดขนาดในสกุลเงินของบัญชี ตรวจสอบมาร์จิ้นที่ขนาดนั้นต้องใช้ และตั้งจุดตัดขาดทุนจากช่วงการเคลื่อนไหวเฉลี่ยรายวันที่วัดได้ของตราสาร ส่วนโหมด Simple ให้เพียงตัวเลขล็อตที่คำนวณจากความเสี่ยงล้วน ๆ สิ่งที่ทั้งสองโหมดมองไม่เห็นคือประเภทบัญชี: บน Standard Cent ล็อตที่ได้จะมีขนาดเป็นเซ็นต์ และบน Raw Spread กับ Zero จะมีค่าคอมมิชชั่นต่อข้างต่อล็อตเพิ่มเข้ามาบนความเสี่ยงที่เพิ่งจัดสรรไว้
—
การคำนวณใช้ค่าสเปรดและข้อกำหนดสัญญาที่วัดจากบัญชี Exness Standard จริง (2026-08-16) ตัวเลขเป็นเพียงค่าโดยประมาณ — ค่าสเปรดอาจผันผวนและผลลัพธ์จริงจะแตกต่างกันไป
ขนาดล็อตเท่าไรที่เหมาะกับบัญชี $1,000 ที่เสี่ยง 2%?
การเสี่ยง 2% ของบัญชีขนาด $1,000 เท่ากับเสี่ยงเงิน $20 หากตั้งจุดตัดขาดทุน 30 pip บน EUR/USD ซึ่งหนึ่ง pip ต่อหนึ่งล็อตมีมูลค่าประมาณ $10.00 ตามสเปกที่วัดได้ ขนาดสถานะจะอยู่ที่ประมาณ 0.07 ล็อต หรือราว 7,000 หน่วย ซึ่งต้องใช้มาร์จิ้นประมาณ $40.50 ที่เลเวอเรจ 1:200
ตัวเลขเป็นเพียงค่าโดยประมาณ คำนวณจากค่าสเปรดและข้อกำหนดสัญญาที่วัดจากบัญชี Exness Standard จริง (2026-08-16) เมื่อแปลงเป็นเงินบาทไทย (THB) จำนวนเดียวกันนี้จะเป็นไปตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวัน
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมขนาดล็อตจึงขึ้นอยู่กับ stop-loss?
วิธีการนี้เปลี่ยนไปไหมหากใช้สกุลเงินฝากอื่น?
เครื่องคำนวณขนาดล็อตรู้หรือไม่ว่ากำลังใช้บัญชีประเภทใดอยู่
ทำไม 0.10 ล็อตจึงไม่ใช่สถานะเดียวกันบนบัญชีสองประเภท
ควรนับค่าคอมมิชชั่นเป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยงต่อการเทรดหรือไม่
ประเภทบัญชีเปลี่ยนมูลค่าต่อพิปหรือไม่
ประเภทบัญชีเปลี่ยนมาร์จิ้นที่ต้องใช้หรือไม่
ประเภทบัญชีใดเหมาะกับการฝึกเทรดด้วยสถานะจริงขนาดเล็ก
มีไอเดียที่จะทำให้เครื่องคำนวณนี้ดีขึ้นไหม? แชร์กับทีมบน Live Help →
ทุกข้อเสนอแนะถูกอ่าน — ฟีดแบ็กช่วยพัฒนาเครื่องมือเหล่านี้
ทำไมความเสี่ยงเท่ากันจึงให้จำนวนล็อตออกมาต่างกันสองค่า
คณิตศาสตร์ของการกำหนดขนาดไม่สนใจว่าเป็นบัญชีใด: จำนวนเงินที่เสี่ยง หารด้วยระยะจุดตัดขาดทุน หารด้วยมูลค่าต่อพิป บัญชี Exness ทุกประเภทใช้สูตรบรรทัดเดียวกันนี้
สิ่งที่ต่างกันคือสัญญาที่อยู่เบื้องหลังคำว่าล็อต Standard, Pro, Raw Spread และ Zero กำหนดขนาดเป็นสัญญาเต็มจำนวน ส่วน Standard Cent กำหนดขนาดเป็นล็อตขนาดเซ็นต์ ซึ่งทำให้มันเป็นที่สำหรับฝึกเทรดด้วยสถานะจริงขนาดเล็ก มากกว่าจะเป็นระดับราคาที่แยกออกไปต่างหาก
ดังนั้นให้อ่านผลลัพธ์เป็นหน่วย ไม่ใช่ตัวเลขเปล่า ๆ ผลลัพธ์ 0.40 ล็อตมีความหมายอย่างหนึ่งบนบัญชีขนาดเต็ม และอีกอย่างหนึ่งบนบัญชีขนาดเซ็นต์ และช่องว่างระหว่างทั้งสองคือขนาดของสัญญา ไม่ใช่การตั้งค่าความเสี่ยง
การเผื่อพื้นที่ให้กับโครงสร้างต้นทุน
การกำหนดขนาดเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่ของยอดคงเหลือ ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าจุดตัดขาดทุนเป็นสิ่งเดียวที่จะดึงเงินออกจากการเทรด บน Standard, Standard Cent และ Pro สมมติฐานนี้ส่วนใหญ่เป็นจริง เพราะต้นทุนที่เหลืออยู่ในสเปรด และระยะจุดตัดขาดทุนได้ดูดซับมันไว้แล้ว
บน Raw Spread และ Zero พื้นสเปรดบางกว่า แต่มีการเก็บค่าคอมมิชชั่นต่อข้างต่อล็อต และค่าธรรมเนียมนั้นจะขยายตามขนาดที่เครื่องคำนวณเพิ่งให้มา ยิ่งสถานะใหญ่ ต้นทุนคงที่ที่ยืนอยู่ข้างตัวเลขความเสี่ยงก็ยิ่งใหญ่ตาม ดังนั้นความเสี่ยงต่อการเทรดในทางปฏิบัติบนบัญชีสองประเภทนี้คือจุดตัดขาดทุนบวกค่าคอมมิชชั่น ไม่ใช่จุดตัดขาดทุนเพียงอย่างเดียว
นิสัยที่ใช้ได้จริง: กำหนดขนาดก่อน แล้วตรวจว่าจำนวนล็อตที่ได้จะต้องเสียค่าคอมมิชชั่นเท่าใด จากนั้นจึงตัดสินใจว่าจุดตัดขาดทุนยังพอดีกับความเสี่ยงที่ตั้งใจไว้หรือไม่
สิ่งที่ประเภทบัญชีไม่ได้เปลี่ยน
มาร์จิ้นคือมูลค่าตามสัญญาหารด้วยเลเวอเรจ จึงขึ้นอยู่กับขนาดสถานะและเลเวอเรจที่ใช้อยู่ ไม่ใช่ชื่อเรียกบนบัญชี
มูลค่าต่อพิปขึ้นอยู่กับตราสารและขนาดสัญญา การย้ายจาก Pro ไป Raw Spread ไม่ได้เปลี่ยนมูลค่าของหนึ่งพิป แต่การย้ายจาก Standard ไป Standard Cent เปลี่ยน เพราะตัวสัญญาเองเล็กกว่า เงื่อนไขทั้งหมดของแต่ละประเภทอยู่ที่ ประเภทบัญชี หน้า
กำหนดขนาดสถานะโดยคำนึงถึงประเภทบัญชี
- เลือกประเภทบัญชีก่อน: ทั้งหน่วยล็อตและโครงสร้างต้นทุนล้วนมาจากประเภทบัญชี
- ใส่ยอดคงเหลือและความเสี่ยงต่อการเทรดตามเงินทุนที่มีอยู่จริงในบัญชี
- ตั้งจุดตัดขาดทุนเป็นพิป โดยช่วงการเคลื่อนไหวเฉลี่ยรายวันที่วัดได้ในโหมด Pro ช่วยตรวจสอบความสมเหตุสมผลของระยะ
- อ่านจำนวนล็อตเป็นขนาดเซ็นต์บน Standard Cent และเป็นสัญญาเต็มจำนวนบน Standard, Pro, Raw Spread และ Zero
- บน Raw Spread และ Zero ให้บวกค่าคอมมิชชั่นต่อข้างที่ขนาดนั้นจะต้องเสีย ก่อนยอมรับตัวเลขความเสี่ยง
Standard และ Standard Cent ไม่มีเงินฝากขั้นต่ำครั้งแรก ส่วน Pro, Raw Spread และ Zero มีขั้นต่ำตามภูมิภาค ซึ่งเป็นตัวกำหนดยอดคงเหลือที่การคำนวณขนาดจะเริ่มต้นได้จริง
ข้อมูลนำเข้าสำหรับการกำหนดขนาดตามประเภทบัญชี
| ประเภทบัญชี | หน่วยล็อต | ต้นทุนอยู่ตรงไหน | ผลต่อการกำหนดขนาด |
|---|---|---|---|
| มาตรฐาน | สัญญาเต็มจำนวน | สเปรดอย่างเดียว | ระยะจุดตัดขาดทุนแบกต้นทุนไว้ทั้งหมด |
| เซนต์มาตรฐาน | ขนาดเซ็นต์ | สเปรดอย่างเดียว | จำนวนล็อตเท่ากัน แต่การเปิดรับความเสี่ยงเล็กกว่ามาก |
| Pro | สัญญาเต็มจำนวน | สเปรดอย่างเดียว แต่สเปรดขั้นต่ำแคบกว่า | ต้นทุนอยู่ภายในจุดตัดขาดทุนที่แคบกว่า |
| Raw Spread | สัญญาเต็มจำนวน | สเปรดบางบวกค่าคอมมิชชั่นต่อข้างต่อล็อต | ค่าคอมมิชชั่นขยายตามขนาดที่คำนวณออกมาได้ |
| Zero | สัญญาเต็มจำนวน | สเปรดบางบวกค่าคอมมิชชั่นต่อข้าง | ค่าคอมมิชชั่นขยายตามขนาดที่คำนวณออกมาได้ |
ตัวเลขสเปรดที่เครื่องคำนวณนี้ใช้ วัดจากบัญชี Standard จริง ระดับที่แคบกว่าจะอ่านจากพื้นที่ต่ำกว่า และมีส่วนต่างไปอยู่ในบรรทัดค่าคอมมิชชั่นแทน